<> <>
ขณะนี้เวลา
...เมืองแห่งดอกบัวงาม...แม่น้ำสองสี...มีปลาแซบหลาย...หาดทรายแก่งหิน...ถิ่นไทยนักปราชถ์...ทวยราษฎร์ใฝ่ธรรม...งามล้ำเทียนพรรษา...ผาแต้มก่อนประวัติศาสตร์...

ข้อมูลทั่วไป

สภาพทางภูมิศาสตร์
สภาพทางเศรษฐกิจและสังคม
การปกครอง
ข้อมูลการบริหารงาน อบต.
วิสัยทัศน์
พันธกิจ
จุดมุ่งหมายเพื่อการพัฒนา
โครงสร้างการบริหาร
โครงสร้างผู้บริหาร
โครงสร้างสภา
ข้อมูลบริหารประชาชน
สำนักงานปลัด
ส่วนการคลัง
ส่วนโยธา
ส่วนการศึกษา
ข้อมูลผลการดำเนินงาน
ข้อบัญญัติ
แผนพัฒนา
รายงานการควบคุมภายใน
แบบควบคุมภายใน ข้อ 6
แผนพัฒนาระยะกลาง
แนะนำ ติชม (Webboard)
โปรดให้คำแนะนำ ติชม
สำรวจความคิดเห็น (Poll)
โปรดกรอกความคิดเห็นของท่าน
เชื่อมโยงเว็บไซด์

 
 
 
สำนักงานปลัด อบต.
การแจ้งเกิด : มีข้อปฏิบัติ ดังนี้
1. ให้แจ้งเกิดภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันเกิด
2. ถ้าเกิดในบ้านให้เจ้าบ้านแจ้ง ถ้าเกิดนอกบ้านให้บิดาหรือมารดาเป็นผู้แจ้งการเกิด
3. การแจ้งเกิดต้องแจ้งในท้องที่ที่เด็กเกิด
4. ในกรณีที่เด็กเกิดเกิน 15 วันผู้แจ้งต้องไปแจ้งท้องที่ที่มีชื่ออยู่ปัจจุบัน
5. ผู้แจ้งเกิดต้องตั้งชื่อเด็กที่จะขอแจ้งเกิดให้เรียบร้อย
6. ผู้แจ้งเกิดต้องเตรียมหลักฐาน ดังนี้
- บัตรประจำตัวผู้แจ้ง
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
- หนังสือรับรองการเกิดซึ่งแพทย์ผู้ทำคลอดเป็นผู้ออกให้
7. ถ้าไม่แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา มีความผิดตามกฎหมายมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
การแจ้งตาย : มีข้อปฏิบัติ ดังนี้
1. ถ้าตายในบ้านให้เจ้าบ้านเป็นผู้แจ้ง
2. ถ้าตายนอกบ้าน ให้ผู้ที่ไปกับผู้ตายหรือผู้พบศพเป็นผู้แจ้ง
3. ให้แจ้งการตายภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาตายหรือพบศพ
4. ให้แจ้งการตายต่อกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน ในท้องที่นั้น ๆ
5. หลักฐานที่ต้องเตรียมไป
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านซึ่งมีชื่อผู้ตาย (ถ้ามี)
- บัตรประจำตัวของผู้ตาย (ถ้ามี) และบัตรของฯ ของผู้แจ้ง
- หนังสือรับรองการตายจากสถานพยาบาล (ถ้ามี)
6. ถ้าไม่แจ้งตายภายในเวลา มีความผิดตามกฎหมาย มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
การทำบัตรประจำตัวประชาชน : ผู้ทำบัตรประจำตัวประชาชนต้องมีคุณสมบัติ ดังนี้
1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
2. ต้องใบขอทำบัตรฯ ณ ที่ว่าการอำเภอ กิ่งอำเภอ เขตเทศบาล หรือเมืองพัทยา ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
ภายใน 90 วันนับแต่วันที่อายุครบ 15 ปีบริบูรณ์
3. บัตรฯ ชำรุดหรือสูญหาย ต้องยื่นคำขอมีบัตรใหม่ภายใน 90 วัน
4. อายุของบัตรฯ กำหนดให้ใช้ 6 ปี เมื่อบัตรฯ หมดอายุต้องขอมีบัตรใหม่ภายใน 90 วัน นับจากวันที่บัตรฯหมดอายุ
5. หลักฐานที่ต้องเตรียมไป
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
- บัตรฯ เดิม (กรณีบัตรฯ เดิมชำรุด)
- เอกสารราชการอื่นอย่างอื่น เช่น ใบเกิด ใบเปลี่ยนชื่อตัว หรือ ทะเบียนสมรส (ถ้ามี)
- ถ้ามีแต่สำเนาทะเบียนบ้าน ให้นำเจ้าบ้านหรือผู้ที่น่าเชื่อถือได้ไปให้คำรับรอง
6. ไม่ยื่นคำร้องขอมีบัตรฯ ภายในกำหนดเวลา มีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท
7. บัตรฯ หมดอายุไม่ต่อบัตรฯ ภายในกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท
การจดทะเบียนสมรส : มีข้อปฏิบัติดังนี้
1.1 คุณสมบัติของผู้ที่จะจดทะเบียนสมรส
- อายุครบ 17 ปีบริบูรณ์
- ไม่เป็นคนวิกลจริต หรือไร้ความสามารถ
- ไม่เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา หรือร่วมแต่บิดามารดา
- ไม่เป็นคู่สมรสของบุคคลอื่น
1.2 เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนสมรส คือ
- บัตรประจำตัวประชาชน
- สำเนาทะเบียนบ้าน
1.3 การจดทะเบียนสมรส
- ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมรส ที่ที่ว่าการอำเภอแห่งใดก็ได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงภูมิลำเนาของคู่สมรส
หมายเหตุ
คู่สมรสที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องนำบิดามารดาหรือผู้ปกครองมาให้ความยินยอม
การทำพินัยกรรม : มีข้อปฏิบัติดังนี้
อะไรคือ "พินัยกรรม" คือ คำสั่งสุดท้าย ซึ่งแสดงเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมในเรื่องทรัพย์สินหรือกิจการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลบังคับตามกฎหมายในเมื่อผู้ทำถึงแก่ความตาย มี 2 ลักษณะ ได้แก่
1. พินัยกรรมแบบธรรมดาและแบบเขียนเองสามารถทำได้ด้วยตนเอง
2. พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง แบบทำเป็นเอกสารลับและแบบทำด้วยวาจา
ขั้นตอนการทำพินัยกรรม ให้ยื่นคำร้องขอทำพินัยกรรม ได้ที่ที่ว่าการอำเภอ กิ่งอำเภอหรือสำนักงานเขต ผู้ทำต้องนำหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ที่จะระบุไว้ในพินัยกรรมไปแสดงด้วย
การเปลี่ยนชื่อ หรือ นามสกุล : มีหลักเกณฑ์ดังนี้
1. ต้องเป็นคำที่ไม่พ้องหรือมุ่งให้คล้ายกับพระปรมาภิไธยหรือพระนามของพระราชินี ต้องเป็นคำที่ไม่พ้องหรือมุ่งให้คล้ายกับราชทินนาม เว้นแต่เป็นราชทินนามของตน ของบุพการี หรือผู้สืบทอดสันดาน ต้องเป็นคำที่ไม่ซ้ำกับชื่อสกุลที่ได้รับพระราชทานจาก พระมหากษัตริย์หรือชื่อสกุลที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ไม่มีคำหรือความหมายหยาบคาย มีพยัญชนะไม่เกิน 10 พยัญชนะ เว้นแต่กรณีเป็นราชทินนาม มีคำแปลตามหลัก ภาษาไทย พจนานุกรมและเขียนตัวสะกดการันต์ถูกต้อง ผู้ที่ไม่ได้รับพระราชทานชื่อสกุล ห้ามใช้คำว่า ''ณ'' นำหน้าชื่อสกุลห้ามเอานามมหานครและศัพท์ที่ใช้เป็นพระปรมาภิไธยมาใช้
2. ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
3. หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
- สำเนาทะเบียนบ้าน - บัตรประจำตัวประชาชน - ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว (กรณีบุคคลต่างด้าว)
4. เมื่อได้รับหนังสือสำคัญแล้ว ให้นำไปขอแก้ไขรายการในทะเบียนบ้านและหลักฐานอื่น ๆ ให้ถูกต้อง และขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนด้วย
การขอชื่อหรือนามสกุลใหม่ :
1. หลักเกณฑ์
- ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย พระนามของพระราชินีหรือราชทินนาม
- ต้องไม่มีคำหรือความหมายหยาบคาย
- มีความหมายในภาษาไทยตามพจนานุกรม
2. ผู้ที่ยังไม่มีชื่อรองมาก่อนจะขอตั้งชื่อรองก็ได้ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมแต่การขอเปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อรองต้องเสียค่าธรรมเนียม 25 บาท
3. หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- บัตรประจำตัวประชาชน
- ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว (กรณีบุคคลต่างด้าว)
4. ยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนท้องที่ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
5. เมื่อได้รับหนังสือสำคัญแล้ว ให้นำไปขอแก้ไขรายการในทะเบียนบ้านและหลักฐานอื่น ๆ ให้ถูกต้อง และขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนด้วย
การแจ้งย้ายที่อยู่ : มีข้อปฏิบัติดังนี้
1. เมื่อมีผู้ย้ายที่อยู่ออกจากบ้าน ให้เจ้าบ้านแจ้งย้ายออกต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ย้ายออก
2. เมื่อมีผู้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านให้เจ้าบ้านแจ้งย้ายเข้าต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ย้ายเข้า
3. กรณีอยู่นอกเขตเทศบาลหรือกรุงเทพมหานครให้แจ้งการย้าย ณ ที่ว่าการอำเภอในท้องที่นั้น
4. กรณีอยู่ในเขตเทศบาลหรือกรุงเทพมหานครให้แจ้งการย้าย ณ สำนักงานเทศบาลหรือสำนักงานเขตนั้น ๆ แล้วแต่กรณี
5. หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
- บัตรประจำตัวของเจ้าบ้าน
- บัตรประจำตัวของผู้ได้รับมอบหมายจากเจ้าบ้าน (กรณีมอบหมาย)
- หนังสือมอบหมายจากเจ้าบ้าน (ถ้ามี) (กรณีย้ายเข้าจะต้องมีใบแจ้งย้ายที่อยู่อีกด้วย)
6. ถ้าไม่แจ้งย้ายที่อยู่ภายในกำหนด ตามข้อ 1-2 มีความผิดตามกฎหมายต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
การแจ้งย้ายที่อยู่ปลายทาง : มีข้อปฏิบัติดังนี้
1. เมื่อผู้ที่ย้ายที่อยู่ ได้ย้ายไปอยู่บ้านใหม่ โดยที่ยังไม่ได้ย้ายออกจากบ้านเดิมสามารถไปแจ้งย้ายที่อยู่ปลายทาง ที่สำนักงานทะเบียนบ้านแห่งท้องที่ที่อยู่ใหม่ได้
2. ต้องแจ้งย้ายปลายทางภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ย้ายออกจากบ้านเดิม
3. กรณีอยู่นอกเขตเทศบาล หรือกรุงเทพมหานคร ให้แจ้งย้ายปลายทาง ณ ที่ว่าการอำเภอ/กิ่งอำเภอ แห่งที่อยู่ใหม่นั้น
4. กรณีอยู่ในเขตเทศบาลหรือกรุงเทพมหานคร ให้แจ้งย้ายปลายทาง ณ สำนักงานเขตเทศบาลหรือสำนักงานเขตที่อยู่ใหม่นั้น ๆ แล้วแต่กรณี
5. หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านของบ้านที่เข้าไปอยู่ใหม่
- บัตรประจำตัวของผู้ขอย้ายปลายทาง และบัตรฯ ของเจ้าบ้านที่จะย้ายเข้าไปอยู่ใหม่
- หนังสือแสดงความยินยอมให้ย้ายเข้าของเจ้าบ้าน
6. ถ้าไม่แจ้งย้ายภายในกำหนด มีความผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท
การแจ้งขอใช้ไฟฟ้า : มีข้อปฏิบัติดังนี้
1. ขอใช้ไฟฟ้าสามารถติดต่อขอแบบฟอร์มคำร้องขอใช้ไฟฟ้า ได้ที่แผนกบริการการไฟฟ้านครหลวงเขตทุกแห่ง หรือที่ทำการสาขาย่อยที่ท่านสะดวกที่สุด
2. เอกสารประกอบการขอใช้บริการไฟฟ้า ดังนี้ - สำเนาบัตรประจำตัว หรือ สำเนาบัตรประจำตัวของผู้มีอำนาจทำการแทนและของผู้รับมอบอำนาจ หรือ สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล อายุไม่เกิน 6 เดือนนับแต่วันที่สำนักงานทะเบียนรับรอง
- ทะเบียนบ้านที่ขอใช้ไฟฟ้า หรือหนังสือให้เลขบ้าน หรือหนังสืออนุญาตให้ปลูกสร้างอาคาร (เฉพาะเขตควบคุมการก่อสร้าง) - หลักฐานแสดงการมีสิทธิเป็นผู้ขอใช้ไฟฟ้า
- รายการแสดงขนาดและจำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้า
- แผนผังสถานที่ใช้ไฟฟ้า 3. ในกรณีขอใช้ไฟฟ้าใหม่ ท่านสามารถตรวจสอบว่าสถานที่ขอใช้ไฟฟ้าอยู่ในพื้นที่บริการใด โดยสังเกตจากแผ่นป้ายโลหะเคลือบพื้นสีน้ำเงิน ที่มีอักษรและตัวเลขสีขาว ซึ่งติดไว้ประจำเครื่องวัดฯ บนเสาไฟฟ้าที่อยู่ใกล้เคียง
4. สถานที่ขอใช้ไฟฟ้าใหม่ จะต้องมีเสา-สายไฟแรงต่ำผ่าน ไม่มีการปักเสาพาดสายเพิ่มหรือเปลี่ยนหม้อแปลง และต้องไม่มีหนี้ค่าไฟฟ้าและ/หรือหนี้ค้างชำระอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ไฟฟ้า
5. ผู้ขอใช้ไฟฟ้าชำระค่าใช้จ่ายพร้อมหลักประกันในวันที่ยื่นเรื่องขอใช้ไฟฟ้า
6. การเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในสถานที่ใช้ไฟฟ้า ถูกต้องตามมาตรฐานการไฟฟ้านครหลวง
การขอรับบริการน้ำอุปโภค/บริโภค : มีรายละเอียดดังนี้
1. ระยะเวลาการให้บริการ ภายใน 1 วัน
2. ผู้รับผิดชอบ นายประดิษฐ์ พันธ์ศิริ ตำแหน่ง ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ธุรการ
3. เอกสารที่เกี่ยวข้อง ไม่มี
4. ขั้นตอนการบริการ ดังนี้
- ประชาชน แจ้งเรื่องขอรับบริการน้ำอุปโภค/บริโภค
- ฝ่ายเลขานุการ ศูนย์ดำรงธรรมรับเรื่อง
- เสนอเรื่องให้ผู้บริหารอนุมัติ
- ผู้บริหารพิจารณาอนุมัติ
ดู รายละเอียดผังการให้บริการ
การช่วยเหลือบรรเทาสาธารณภัย : มีรายละเอียดดังนี้
ระยะเวลาการให้บริการ ภายใน 2 วัน
2. ผู้รับผิดชอบ นายประดิษฐ์ พันธ์ศิริ ตำแหน่ง ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ธุรการ
3. เอกสารที่เกี่ยวข้อง ไม่มี
4. ขั้นตอนการบริการ ดังนี้
- ประชาชน แจ้งเรื่อง
- ฝ่ายเลขานุการ ศูนย์ดำรงธรรมรับเรื่อง
- ส่วนโยธาตรวจสอบความเสียหาย
- ส่วนโยธาเสนอเรื่องให้ผู้บริหารอนุมัติ
- ผู้บริหารพิจารณาอนุมัติความช่วยเหลือ
- ส่วนคลังดำเนินการเบิกค่าใช้จ่ายการช่วยเหลือ
- แจ้งผลการให้ความช่วยเหลือให้ประชาชนที่ขอความช่วยเหลือทราบ
ดู รายละเอียดผังการให้บริการ
การรับแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ : มีรายละเอียดดังนี้
ระยะเวลาการให้บริการ ภายใน 3 วัน
2. ผู้รับผิดชอบ นายประดิษฐ์ พันธ์ศิริ ตำแหน่ง ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ธุรการ
3. เอกสารที่เกี่ยวข้อง ไม่มี
4. ขั้นตอนการบริการ ดังนี้
- ประชาชน เขียนคำร้องทุกข์
- ฝ่ายเลขานุการ ศูนย์ดำรงธรรมรับเรื่อง
- ฝ่ายเลขานุการ เสนอเรื่องต่อคณะผู้บริหาร อบต.
- คณะผู้บริหาร อบต. แต่งตั้งผู้รับผิดชอบเรื่องราวร้องทุกข์
- ฝ่ายเลขานุการ ศูนย์ดำรงธรรม แจ้งความก้าวหน้าให้ประชาชนที่ร้องทุกข์ทราบ
ดู รายละเอียดผังการให้บริการ
การควบคุมแมลงและพาหะนำโรค : มีรายละเอียดดังนี้
ระยะเวลาการให้บริการ ภายใน 3 ชั่วโมง
2. ผู้รับผิดชอบ นายประดิษฐ์ พันธ์ศิริ ตำแหน่ง ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ธุรการ
3. เอกสารที่เกี่ยวข้อง ไม่มี
4. ขั้นตอนการบริการ ดังนี้
- ประชาชน แจ้งเรื่อง
- สำนักงานปลัดรับแจ้งเรื่อง
- ปลัด อบต.ประสานงานสาธารณสุขพร้อมเสนอผู้บริหาร อบต.รับทราบเรื่อง
- ผู้บริหารอนุมัติงบประมาณ เช่น น้ำมัน น้ำยาเคมี เป็นต้น
- ดำเนินการควบคุมแมลงและพาหะนำโรค
 ดู รายละเอียดผังการให้บริการ
สงวนลิขสิทธิ์ทั้งหมด ©2008, องค์การบริหารส่วนตำบลเขื่องใน อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี 34340
http://www.khueangnai.com
-::สถิติการเยี่ยมชม::-
Free Counter
เริ่มเมื่อ 1 พฤษภาคม 2551